วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

คุณนี่น่าสนใจนะ พูดอย่างไร

คุณนี่น่าสนใจนะ พูดอย่างไร ?
You are interesting.
You are so interesting.
You look interesting.
You look so interesting.
( ถ้า น่าสนใจ ให้ใช้ interesting ทันที )
* to be/look/sound interesting
นั่นฟังน่าสนใจดี
That sounds interesting to me.
( ฝรั่งพูดบ่อยมาก เวลาเราเล่าอะไรให้ฟัง เค้าจะคิดตามและถ่วงเวลาตอบด้วยการเอ่ยประโยคนี้ )
ย่อเป็น *Sounds interesting! น่าสนใจนะ (แต่ในใจคิดอย่างไรไม่รู้ น่าสนใจไว้ก่อน)
ทีนี้พูดได้เยอะนะ
Sounds boring. ฟังดูน่าเบื่อ
Sounds exciting. ฟังดูน่าตื่นเต้น
sounds amazing. ฟังดูน่าตื่นตาตื่นใจ
Ving ใช้เป็น adjective ขยายหน้าคำนามได้
You are such an interesting young man.
She is such a boring lady.

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ประโยคภาษาอังกฤษใช้คุยกับเด็ก


 อย่าดูดนิ้ว Don't suck your thumb (finger/s)
อย่าเอา .. เข้าปาก Don't put that in your mouth.
ปวดฉี่ / ปวดอึ ไหม? Do you need to pee? / Do you need to poo?
เก็บของเล่น / เก็บอันนี้ ก่อน Pick up your toys.
อย่าขว้างของ Don't throw things.
อย่าทิ้งของ  Don't leave things around.
กินข้าวอิ่มหรือยัง? Are you full?
นั่งนิ่งๆก่อนแป๊บนึง Please sit still for a moment.
ปากเลอะ เช็ดปากก่อน Let's wipe your mouth.
อยากให้อุ้มใช่ไหม? Do you want daddy/mummy  to carry you?
เดินเองก่อนนะ Please walk on your own.
ฟังนิทานก่อนนอนไหม? Would you like me to read you a bed-time story?
เกาะ / จับ ตรงนี้แน่นๆ Hold on to this tightly.
หยิบของ / หยิบ... อันนั้นให้หน่อย Could you please pass me the ____ (that) ?
อันนี้เล่นไม่ได้นะ ไม่ใช่ของเล่น / ไม่ใช่ของเด็ก That's not a toy.
จับช้อน / จับปากกา แบบนี้ Hold your pen like this.
อย่าคายอาหารออกจากปาก Don't spit out your food.
เดี๋ยวมานะ อยู่กับอาม่าแป๊บนึง Daddy/Mummy  will be right back. Stay with grandma ok?
ก้มหน่อย ระวังโดนหัว Watch your head.
- เงยหน้าขึ้น (จะทาแป้งที่คอ) Chin up.
ช่วยเก็บของเล่นก่อน Please put your toys away.






สนทนาภาษาอังกฤษ 1,000 ประโยค Talking English

http://knowledge.kidszaa.com/1161/สนทนาภาษาอังกฤษ-1000-ประโยค-tal.html

8 ศัพท์โดนๆ ที่นาทีนี้ต้องรู้


Masterdating
คำศัพท์ใหม่สำหรับคนที่ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว มีที่มาจากคำว่า Masterbate + Date สะท้อนให้เห็นเทรนด์ของผู้คนในปัจจุบัน ภาพและพฤติกรรมที่เราเห็นกันประจำจนคุ้นเคย หรืออาจจะเป็นตัวเราเองนี่แหละ ที่มีความคิดภายใน ความปรารถนา ที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว อยากออกไปกินข้าว ดูหนัง เดินศูนย์การค้า ออกกำลังกาย เดทกับตัวเองลำพัง พร้อมๆ กับแชร์เรื่องราวพวกนี้ขึ้นโซเซียลฯ บ่นงึมงำกับความรู้สึกของตัวเอง และคิดประหนึ่งว่ามีใครอยู่ด้วยตลอดเวลาที่ใต้คอมเม้นต์ในนาทีถัดๆ มา
คุณเคยมาสเตอร์เดทติ้งไหม …? ถ้าเคย คุณทำมันถี่แค่ไหน
Askhole (อาร์คโฮล)
ชัดเจนว่ามาจาก Asshole คือ คนที่ชอบถามอะไรโง่ๆ โดยเฉพาะตามเว็บบอร์ดยอดนิยม บุคคลที่ชอบถามก่อนที่จะอ่านเนื้อความทั้งหมดจบก่อน คนกลุ่มนี้ คือ Askhole นับว่าเจ็บปวดถ้าโดนคำนี้เข้าไป อาจจะเจ็บช้ำมากกว่า Ass hole เสียอีกละ ดังนั้นตั้งสติก่อนถาม!
Bedgasm (เบดกัสซั่ม)
มาจาก Bed+Orgasm คือ อาการนอนหลับยาวนานเต็มอิ่มหลังจากที่อดนอนมาหลายคืน อาการเบดกัสซั่มดูจะเป็นความสุขเรียบง่าย ที่เกิดขึ้นกับยุค Always On ที่เราอดตาหลับขับตานอนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน จนกระทั่งยอมเข้านอนหลับตาพร้อมกับแสงหน้าจอที่ดับลง
Youniverse (ยูนิเวอร์ส)
มาจาก You – Universe อาร์ทตัวแม่ เอาใจยาก อาจเอาต์ไปแล้วเมื่อคำนี้หมายความถึง คนที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่อง พร้อมจะวีนเหวี่ยงกับบรรดาดาวบริวาร คำนี้ถูกสร้างมาอย่างครีเอทีพพ้องเสียงและเห็นภาพตาม
Textpectation (เท็กซ์เพ็กเทชั่น)
มาจาก Text – Expectation คำนี้เหมาะจะท้าชิงตำแหน่ง Word of the year เพราะเป็นสภาวะที่เราพบเจออยู่เสมอ เมื่อส่งข้อความไปหาคนอื่น เราจะต้องรอเห็นคำว่า “Seen”, “Read” บางครั้งเราไม่อาจละสายตาจากข้อความที่ส่งไปได้ เราติดอยู่กับการรอคอย คาดเดาไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมาเมื่อไหร่ มันเป็นภาวะที่ปั่นป่วนความรู้สึก น่าจะเคยเป็นกันทุกคนเมื่อเราย้ายการสื่อสารจากเฟซทูเฟซ ไปสู่จอคีย์บอร์ด
Cellfish (เซลฟิช)
มาจาก Cellphone – Selfish อธิบายถึงพฤติกรรมที่คุยโทรศัพท์ต่อเนื่องจนไปรบกวนคนอื่นในที่สาธารณะ เป็นความเห็นแก่ตัวชนิดใหม่ที่ถูกนิยามขึ้นจากการใช้เครื่องมือสื่อสารไฮเทค แต่เจ้าตัวกลับบกพร่องเรื่องมารยาท
Nonversation (นันเวอร์เซชั่น)
มาจาก None – Conversation มีภาพอธิบายว่าชายหนุ่มกับหญิงสาวยืนอยู่บนยอดเขามองพระอาทิตย์ตก พวกเขาจับมือกัน ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดมากกว่านี้ เพราะ Nonversation
Internest (อินเตอร์เนสต์)
มาจาก Internet – Nest การเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตบนที่นอนนานๆ และนำหมอนมาล้อมตัวให้รู้สึกสบ๊ายสบายนุ่มนิ่ม คล้ายนกทำรัง
Did You Know?
+ ในเว็บเออร์บันดิกชั่นนารี่ มีคำแสลงพวกนี้เกิดขึ้นใหม่เดือนละหลายร้อยคำ วิธีการมาจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกป้อนคำใหม่ๆ พร้อมอธิบายความหมายสั้นๆ
+ พวกเขาสรรหาคำโดนๆ เหล่านี้ มาจากสำนวนภาษาคอลัมนิสต์ตามนิตยสาร นิยายชิคลิสต์ การทวีตข้อความที่พัฒนาคำใหม่ๆ ขึ้นเพื่อความสั้นกระชับ เข้าใจง่ายและกิ๊บเก๋ รวมถึงปรากฏการณ์อินเตอร์เน็ตมีม เหตุการณ์จาก Sub Culture ต่างๆ ศัพท์เฉพาะกลุ่ม
+ คำพวกนี้จะถูกประมวล กดยอมรับจากสมาชิกของเออร์บันดิกชั่นนารี่ ด้านหนึ่งคำบางคำเป็น Fashion word สักพักหายสาปสูญไปเพราะไม่มีใครใช้ แต่ด้านหนึ่งคำเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมด้านภาษาที่กำลังสะท้อนว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ในไลฟ์สไตล์ผู้คนทุกวันนี้นั่นเอง
Text: มนตรี บุญสัตย์

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สำนวนภาษาอังกฤษน่ารู้


https://m.facebook.com/baan.krutaew/posts/1578844532377666
แบ่งปันความรู้ด้วยกันในวันสุดสัปดาห์ค่ะ *** สำนวนภาษาอังกฤษน่ารู้***
** above all = most of all, mainly : สำคัญที่สุด,เป็นพิเศษ, เหนือสิ่งอื่นใด, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
~~ Don t forget to bring all your personal necessities, above all your camera.
อย่าลืมนำของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นไปทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้องถ่ายรูป
~~ I am pleased with your typing speed, above all style of your letter writing.
ฉันพอใจกับความรวดเร็วในการพิมพ์งานของคุณและที่สำคัญก็คือสำนวนการเขียนจดหมายของคุณ
** accord with – match, be in agreement with: เห็นพ้อง, สัมพันธไมตรี, กลมกลืน, ต้องกันหรือตรงกัน
~~ His benavbiour does not accord with what I have heard.
ความประพฤติของเขาไม่ตรงกับสิ่งที่ฉันได้ยินมา
~~ Your report do not accord with the topic.
รายงานของท่านไม่ตรงกันกับหัวเรื่อง
** accuse of = say that somebody is guilty : หาว่า, กล่าวหา, กล่าวโทษ, ใส่ความ, ฟ้อง
Mr. White, a bill collector, was accused of cheating.
มิสเตอร์ไว้ท์พนักงานเก็บเงิน, ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกง
Have you ever been accused of anything in your life ?
ในชีวิตที่ผ่านมาคุณเคยถูกกล่าวหาบ้างไหม?
** accustom oneself to = leam to accept, get used to: ฝึกตนเองให้เคยชินกับ
~~ Somsri slowly accustomed herself to new life style in Paris.
สมศรีค่อย ๆ รู้สึกเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบใหม่ในกรุงปารีส
~~ “Tom, please try to accustom yourself to your new working group.
“ทอม, คุณต้องพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานกลุ่มใหม่ให้ได้
** across the board = applying in all case: ทั่วไปตลอดแนว,ทั่วไปทุกกรณี
~~ They were awarded wage increased across the board.
พวกเขาได้รับรางวัลด้วยการได้ขึ้นค่าจ้างทุก ๆ คนและทุกระดับ
** act for = perform somebody’s duties on his behalf, represent:
ทำหน้าที่แทน, รักษาการในตำแหน่ง
~~ Who will be acting for you during your absence?
ใครจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่แทนคุณในขณะที่คุณไม่อยู่?
~~ Knowing his own ability, Peter refused to act for chairmanship.
ปีเตอร์ปฏิเสธที่จะรับรักษาการตำแหน่งประธาน เพราะเขารู้ถึงความสามารถของตนเองดี
** adapt (for) = rewrite, rearrange, modify (for): ทำให้เหมาะ, ดัดแปลง
The author is going to adapt his play for movie.
ผู้ประพันธ์จะดัดแปลงเนื้อเรื่องให้เหมาะกับการสร้างเป็นภาพยนตร์
~~ These automobiles have been adapted for use in the rally.
รถยนต์เหล่านี้ได้ถูกดัดแปลงให้เหมาะกับการใช้ในการแข่งแรลลี่
** add in = put or pour in, include: เพิ่ม, ต่อเติม, เสริม
~~ Should we add in more sugar in this lemon juice?
เราจะต้องเติมน้ำตาลในน้ำมะนาวนี้อีกไหม?
** admit to = allow to enter or join, not deny, confess to: รับเข้าเป็นสมาชิก, ให้สิทธิเข้าได้, ยอมให้, ยอมรับรอง
~~ This ticket will admit only a couple to the ”Holiday on Ice Show.”
ตั๋วนี้ใช้ได้เฉพาะผู้ชมสองท่านเพื่อเข้าชมสเก็ตน้ำแข็ง“ฮอลลิเดย์ออนไอซ”
~~ Sompong admitted readily to a great liking for “Love Story” film.
สมปองยอมรับว่าเขาชอบภาพยนตร์เรื่อง “เลิฟสตอรี่” มาก
** agree to = accept, fall in with: เห็นพ้องกัน, สอดคล้อง
~~ The committee finds it impossible to agree to Mr. Long’s advice.
คณะกรรมการพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำตามคำแนะนำของมิสเตอร์ลอง
~~ After a long discussion, his proposal was finally agreed to.
ในที่สุดข้อเสนอของเขาก็ได้รับการยอมรับหลังจากที่อภิปรายกันยาวนาน
** agree (with) = have the same opinion as: เข้ากันได้, เห็นด้วย
~~Do you agree with me that deer-hunting is a cruel sport?
เธอเห็นด้วยกับฉันไหมว่าเกมส์การล่ากวางเป็นเกมส์ที่ทารุณอย่างหนึ่ง?
~~ I agreed with the majority that you should take Jim’s post.
ฉันเห็นด้วยกับมติส่วนใหญ่ที่ว่าคุณควรจะรับตำแหน่งของจิม
** aim at = try to hit, have as one’s target or objective: เล็งไปที่, หมายมั่นปั้นมือ, มุ่งหมาย
~~ He aimed at a bird, but hit the air.
เขาเล็งไปที่นกแต่ยิงถูกอากาศ
~~ He is aiming at presidentialship in next election.
เขาหมายที่จะได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งคราวหน้า
** all day long = the entire day: ตลอดวัน
~~ I can’t stand her talking all day long.
ฉันทนไม่ได้ที่เห็นเธอพูดทั้งวัน
~~ She has been reading all day long.
เธออ่านหนังสือได้ตลอดทั้งวัน
** all in = exhausted, with everything included: เหนื่อยอ่อน, เมื่อยล้า, คลุมทั้งหมด
~~ He was all in after the game.
เขาเหนื่อยอ่อนภายหลังการแข่งขัน
~~ Is that price all in?
ราคานั้นรวมทั้งหมดแล้วใช่ไหม?
** all in all = considering every: เมื่อพิจารณาทุกอย่างแล้ว, โดยธรรมชาติ, โดยทั้งหมด
~~ All in all I still think she is very nice to me.
เมื่อพิจารณาทุกอย่างแล้วฉันยังคิดว่าเธอดีต่อฉันมาก
~~ All in all we enjoyed your hospitality.
ทั้งหมดแล้วพวกเราได้รับความเพลิดเพลินและความพอใจจากการต้อนรับของท่าน
** all out = using the greatest effort possible: พยายามเต็มที่
~~ He went all out in his attempt to break the world record.
เขาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำลายสถิติโลกให้ได้
** all right = correct, satisfactory: ถูกต้อง, เหมาะสม, ดี, ปลอดภัย
~~ I am sure everything will be all right.
ฉันแน่ใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี
~~ Is it all right to go ahead ?
จะเป็นการเหมาะสมไหมถ้าเราจะดำเนินการไปเลย?
** all set = prepared ready; เรียบร้อย, พร้อมแล้ว
~~ Are you all set for the exam?
เธอเตรียมตัวพร้อมสำหรับสอบแล้วหรือยัง ?
~~ I am all set for a long journey.
ฉันพร้อมแล้วที่จะเดินทางเป็นระยะทางไกล
** allow for = include in one’s calculations, take into account or consideration; ติดไว้ล่วงหน้า, เตรียมตัวไว้สำหรับ, คำนึงถึง
~~ Don’t forget to allow for a little shrinkage when you make your trousers.
เวลาตัดผ้าสำหรับกางเกง อย่าลืมเผื่อผ้าหดนิดหน่อยด้วย
~~ You should allow time for traffic jam.
ท่านควรจะเผื่อเวลาสำหรับรถติดเอาไว้ด้วย
** amount to = be equal to reach a total, add up to, mean; รวมยอด, เพิ่มจำนวนถึง, เป็นจำนวนถึง
~~ That conversation amounts to nothing more than a glossip.
การสนทนาครั้งนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการนินทา
~~ What it amounts to is simply a political rumours.
ไม่มีอะไรหรอกนอกจากจะเป็นเพียงข่าวลือทางการเมืองเท่านั้น
** answer back = interrupt, return a rebuke in a rude manner; พูดสวนออกมา, พูดสอด
~~ Jack got a surprise when he answered his teacher back.
แจ็คแปลกใจเมื่อเขาพูดสอดคุณครูของเขา
~~ Don’t answer back when I’m talking to you.
อย่าพูดสอดออกมาขณะที่ฉันกำลังพูด
** answer for = make oneself responsible for; รับผิดชอบ
I will come myself, but I can't answer for the rest of the family.
ฉันจะมาด้วยตนเองแต่ฉันไม่สามารถรับผิดชอบคนในครอบครัวที่เหลือได้
He has a lot to answer for.
เขามีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมาก
** apologize (to) (for) = express regret to somebody; ขออภัย, ลุแก่โทษ, ออกตัว
~~ You'd better apologize to your customer for not writing him earlier.
คุณควรขอโทษลูกค้าที่ไม่ได้เขียนจดหมายตอบเขาให้เร็วกว่านี้
~~ That’s not something that has to be apologized for.
สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่คุฌไม่ควรจะกล่าวขอโทษ
** apply to = concern, include, put or spread on; ใช้กับ, สมัคร, บอกกล่าว
~~ New tax regulations apply to everyone.
กฎภาษีที่ออกใหม่ใช้บังคับกับราษฎรทุกคน
~~ That cleansing lotion should be applied to your face only.
โลชั่นทำความสะอาดขวดนั้นสำหรับใช้กับผิวหนังเท่านั้น
** argue (with) = try to persuade somebody to change his mind; โต้เถียง, โต้ คารม, อ้างเหตุผล
~~ Stop arguing with me! Just do as I tell you.
หยุดเถียงฉันเสียที แล้วทำในสิ่งที่ฉันบอกให้ทำ
~~ Mrs. Norman is a very stubborn woman; she isn’t to be argued with.
มิสซิสนอร์แมนเป็นคนดันทุรังมาก เราอย่าไปโต้เถียงกับเธอเลย
** arrange (for) = make plans for, fix, set in order on somebody’s behalf; จัดการ, เตรียม, กำหนด
~~ I'll arrange for those parcels to be delivered first thing in the morning.
ฉันจะจัดการส่งหีบห่อเหล่านี้เป็นสิ่งแรกพรุ่งนี้เช้า
~~ l’ve arranged for a car to pick you up at the airport.
ฉันได้จัดส่งรถไปรับคุณที่สนามบินแล้ว
** ask after = ask for information; ask about the health of; ถามถึงสุขภาพ, ถามถึง
~~ Mr. Jack has been asking after you; he’s heard you've been ill.
มร. แจ็คได้ถามถึงสิ่งที่เขาได้ยินมาว่าคุณไม่สบาย
~~ I saw Mrs. Jones in the supermarket. She asked after you.
ฉันพบมิสซิสโจนส์ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต เธอถามถึงคุณ
** at first = at the beginning, originally; แต่แรก, ครั้งแรก
~~ At first I thought it was going to be an easy task.
ตอนแรกฉันคิดว่ามันจะเป็นงานที่ง่าย
~~ At first I thought you were going with me.
ครั้งแรกฉันคิดว่าคุณจะไปกับฉันด้วย
** at first sight = immediately; เพียงแรกพบ, ทันทีที่เห็น
~~ He felt in love with her at first sight.
เขาหลงรักเธอเมื่อครั้งแรกที่พบ
~~ She thought she can impress him at first sight.
เธอคิดว่าเธอสามารถประทับใจเขาได้เพียงแรกพบ
** at least = as a minimum; อย่างน้อยที่สุด
~~ At least you should read two chapters a day.
เธอควรจะอ่านอย่างน้อยที่สุดวันละสองบท
~~ That was not right; at least you should let me know in advance.
นั่นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องเลย อย่างน้อยที่สุดคุณควรจะต้องแจ้งให้ฉันทราบล่วงหน้า
** at once = immediately; โดยทันที, ฉับพลัน
~~ Please come here at once Tommy.
มาที่นี่เดี๋ยวนี้, ทอมมี่
~~ Will you please forward this message to her at once?
คุณช่วยเอาข่าวนี้ไปให้เธอทราบในทันทีได้ไหม?
** at times = occasionally, at intervals; เป็นครั้งคราว, บางโอกาส, นาน ๆ ครั้ง
~~ At times, he seems to do a good job.
บางครั้งดูเหมือนว่าเขาทำงานได้ดี
~~ At times, my little nephew talks like a grown up man.
บางครั้งหลานชายของฉันพูดราวกับเป็นผู้ใหญ่


วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

29 วิธี แก้ไขคำฟุ่มเฟือย

อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้วว่า ในการเขียนเรียงความหรือเอสเสภาษาอังกฤษ อย่าสักแต่ว่าเขียนให้ได้ยาวที่สุด เพราะการเขียนยาวไม่ได้แปลว่าดีที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกรำคาญแล้ว ยังจะเสียคะแนนได้โดยง่ายอีกด้วย

ถ้าเพื่อนๆคนไหนอยากเห็นตัวอย่างของการใช้คำฟุ่มเฟือยในการเขียนเอสเส สามารถอ่านได้ที่บทความเก่า “คำฟุ่มเฟือย” ที่ควรหลีกเลี่ยงในการเขียนภาษาอังกฤษ!! ได้เลยครับ

และในบทความนี้ผมก็มี เคล็ดลับในการเขียนเอสเสให้กระชับ มาฝากเพื่อนๆกันอีกแล้ว ยกตัวอย่างเช่น “along the lines of” ก็สามารถเขียนให้สั้นๆได้ว่า “like” ได้นั่นเอง


5 เทคนิคลับฝึกภาษาอังกฤษ : ให้พูดเก่งขั้นเทพ!

5 เทคนิคลับฝึกภาษาอังกฤษ : ให้พูดเก่งขั้นเทพ!
.
Top 5 secret tips for Speaking English Fluently!!
.
.
.
วันนี้ สถาบันสอนภาษา Mind English จะมาเปิดเผย 5 เทคนิคลับในการฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ให้พูดอังกฤษได้คล่องอย่างกับพ่นไฟ!
.
.
.
1. Start with Listening! เริ่มต้นจากการฟัง!
.
ถ้าคุณอยากพูดภาษาอังกฤษได้ คุณต้องเริ่มต้นจากการฟัง!
.
ฟัง ฟัง ฟังแล้วก็ฟัง!
.
หัวใจสำคัญ 2 ข้อก็คือ คุณต้องเลือกฟังสื่อที่ไม่ยากเกินไปสำหรับคุณ (รู้ศัพท์ในสื่อนั้นๆมากกว่า 80%)
.
และข้อที่ 2 คือคุณต้องฟังทุกวัน! อย่างมีวินัยและตั้งใจ วันละ 1 ชั่วโมงขึ้นไป (แบ่งได้ เช้า 20 นาที เที่ยง 20นาที และเย็นอีก 20 นาที เวลารถติดก็ฟังได้)
.
เรากล้าท้าเลย ถ้าคุณฟังภาษาอังกฤษทุกวัน 1 เดือนผ่านไปคุณจะแปลกใจตัวเอง ว่าทำไมเราเก่งภาษาอังกฤษขึ้นขนาดนี้
.
แต่ถ้าคุณฟังภาษาอังกฤษทุกวันตลอด 1 ปี คุณจะจำตัวเองวันนี้ไม่ได้เลย!!
.
(อ่านต่อเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษได้ อย่า(พึ่ง)ฝึกพูด” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/stopspeaking/)
.
.
.
2. Use Photographic Memory! เรียนรู้เป็นภาพ ไม่ใช่ตัวอักษร!
.
เลิกท่องศัพท์(แบบเดิมๆ)ได้แล้ว
.
หยุดการท่องศัพท์แบบเป็นลิสต์ยาวๆที่เราต้องมาแปลเป็นไทย หันมาใช้วิธีเรียนรู้ศัพท์แบบเป็นภาพ เป็นเรื่องราวแทน
.
ใครยังท่องศัพท์แบบเดิมๆ ไม่มีทางพูดอังกฤษได้คล่อง พูดเลย!
.
(อ่านเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษคล่อง ต้องงดท่องศัพท์” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/stopvocab1/และ “วิธีท่องศัพท์ ฉบับเทพ!” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/greatvocab1/)
.
.
.
3. Don’s Study Grammar rules! หยุดท่องกฏแกรมม่าร์ซะ!
.
ใครยังนั่งท่อง S+V to be+V ing+ …+ …+ ….ไปเรื่อยๆ หรือยังท่องกริยา 3 ช่อง ท่องกฏไวยากรณ์ต่างๆ
.
ถ้าท่องไปสอบ ท่องไว้เขียน Writing เขียน Essay ต่างๆ นี่โอเค
.
แต่ถ้าท่องไว้ใช้พูด คุณเข้าใจผิดแล้ว!!!
.
ไม่มีใครพูด คล่องเพราะท่องกฏแกรมม่าร์หรอก บอกเลย!
.
(อ่านเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษได้ ให้หยุดเรียน Grammar” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/stopgrammar1/)
.
.
.
4. No Translation! อย่าแปลเป็นไทย!
.
อยากพูดอังกฤษให้คล่อง ต้องพูดได้อย่างเป็นอัตโนมัติ
.
การพูดได้อย่างเป็นอัตโนมัติคือ ฟัง-คิด-พูด ต้องเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยไม่มีการแปลเป็นไทยในหัว
.
เพราะฉะนั้น เราควรพยายามแปลเป็นไทยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
.
สาเหตุที่เราพูดภาษาอังกฤษแล้วตะกุกตะกัก ไม่ไหลลื่น ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะเรามักต้องนึกศัพท์
.
และที่เราต้องนึกศัพท์ เพราะเราคิดเป็นภาษาไทยในหัวก่อนเนี่ยแหละ ถึงต้องแปลกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ จึงต้องนึกศัพท์
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดเป็นภาษาอังกฤษได้ ก็จะไม่ต้องนึกศัพท์ (แน่สิ คิดเป็นภาษาอังกฤษแล้ว จะนึกศัพท์ภาษาอังกฤษทำไม?)
.
เมื่อนั้น เราจะพูดอังกฤษได้โคตรคล่อง!
.
(อ่านต่อเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษคล่อง ต้องอย่าแปล!” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/notranslation/)
.
.
.
5. Change Environment! เปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เหมือนอยู่เมืองนอก
.
พยายามเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทุกอย่างในชีวิตประจำวันให้เป็นภาษาอังกฤษให้ได้มากที่สุด
.
เม้าท์กับเพื่อน >>> พยายามหาเพื่อนฝรั่งคุยแชทบ้าง คุย Skype บ้าง
.
ดูหนัง-ดูละคร >>> เปลี่ยนมาเป็นดูหนัง ดูซีรี่ย์ และต้องดูให้ถูกวิธีด้วย ดูผิดวิธี ดูเป็นพันเรื่องยังไงก็ไม่เก่ง (อ่านเพิ่มเติม บทความ “ดูหนังยังไง ให้พูดอังกฤษได้” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/watchmovies/
.
ฟังเพลง >>> จากเพลงไทยสุดดราม่า หันมาฟังเพลงฝรั่งบ้าง (บทความถัดๆไป จะแนะนำเรื่องการฟังเพลงอย่างไร ให้แจ่มที่สุด)
.
ดูข่าว >>> จากดูเรื่องเล่าเช้านี้ ลองเปลี่ยนเป็นดูข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศบ้าง ชอบสำเนียงอเมริกันก็ลอง CNN ถ้าชอบสำเนียงบริทิชเก๋ๆ BBC ก็ถือว่าดีมาก
.
อ่านหนังสือ>>> ลองเปลี่ยนมาอ่านหนังสือต่างประเทศบ้าง เริ่มจากแนวที่ตัวเองชอบก่อนก็ได้ พยายามเริ่มจากง่ายๆไปก่อน
.
ยิ่งเราเปลี่ยนได้มากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ยิ่งเกิดเร็วขึ้นเท่านั้น
.
แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ อย่าไปฝืน อย่าไปเร่ง อย่าไปเร้า
.
ที่สำคัญที่สุดคือต้อง “ชิลล์” อันไหนฟังไม่ออก อันไหนอ่านไม่เข้าใจก็พยายามฟัง พยายามทำความไม่เข้าใจ ไม่ต้องเครียด
.
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึก คือ การไม่ฝึก
.
การมีความพยายามในการฝึกคือสิ่งที่ดีมาก แต่สิ่งที่ดีมากที่สุดคือการไม่ต้องพยายาม การไม่ฝืน ทำเหมือนเป็นธรรมชาติ
.
ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ เราจะยิ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดีและเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น

มีแฟนเป็นแอร์ต้องรู้

ที่มา https://www.facebook.com/clex.english/posts/936623563037702

คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ ในสนามบิน

Gate = ประตูที่จะขึ้นเครื่องบิน
Immigration = การตรวจคนเข้าเมือง
Boarding Pass = บัตรผ่านขึ้นเครื่องบิน
Airline Counter : เคาน์เตอร์สายการบิน
Aisle seat : ที่นั่งริมทางเดิน
Window seat : ที่นั่งริมหน้าต่าง
Boarding pass : ตั๋วเครื่องบิน , บัตรผ่านขึ้นเครื่องบิน, เอกสารระบุเลขที่นั่งใช้สำหรับผ่านเข้าเขต ผู้โดยสารขาออกและขึ้นเครื่องบิน
Carry-on luggage : สัมภาระติดตัวขึ้นเครื่องบิน
Check-in desk : เคาน์เตอร์เช็ค-อิน
Excess baggage : กระเป๋าน้ำหนักเกิน
Excess baggage charge : ค่าปรับกระเป๋าน้ำหนักเกิน
One-way trip : เดินทางเที่ยวเดียว
Overweight : น้ำหนักเกิน
Immigration : ด่านตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ทำการตรวจเอกสาร วีซ่า
Immigration Form : ใบตรวจคนเข้าเมือง
Passport หนังสือเดินทาง
Transit Passenger : ผู้โดยสารที่แวะลงสนามบินแห่งใดแห่งหนึ่ง เพื่อทำการเปลี่ยนเครื่องโดยไม่แวะเข้าอยู่ในประเทศหรือเมืองนั้นๆ
Passenger : ผู้โดยสารสายการบิน
Air traffic control : หอควบคุมการบิน
Aircraft , Airplane, Plane: เครื่องบิน
Airline : สายการบิน
Airport : สนามบิน
Arrivals : เที่ยวบินขาเข้า (Departures : เที่ยวบินขาออก)
Arrivals are delayed : เครื่องบินล่าช้า
Cabin : ห้องโดยสาร
Cockpit : ห้องนักบิน
Concourse : ชานชาลา
Control tower : หอควบคุม
Customs : ศุลกากร
Customs official : เจ้าหน้าที่ศุลกากร ทำหน้าที่ตรวจเช็ค สัมภาระที่นำติดตัวเข้าประเทศ
Currency Exchange : บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา
Delayed : ล่าช้า
Departures : เที่ยวบินขาออก
Departures are delayed : เที่ยวบินขาออกล่าช้า
Departure lounge : ห้องรับรองผู้โดยสารขาออก
Departure time : เวลาเครื่องบินออก
Direct flight : เที่ยวบินไม่จอดแวะ
Domestic flight : เที่ยวบินภายในประเทศ
Duty free shop : ร้านค้าปลอดภาษี
Emergency exit : ทางออกฉุกเฉิน
Emergency landing : ลงจอดฉุกเฉิน
Flight number : หมายเลขเที่ยวบิน
Gate : ประตูขึ้นเครื่อง
Information Counter : บริการสอบถาม
In-flight manual : คู่มือบนเครื่องบิน
International flight : เที่ยวบินต่างประเทศ
Landing : ลงจอด
Lost and Found : บริการติดตามสัมภาระ จุดแจ้งกระเป๋าเดินทางหาย
Oversize baggage claim : ช่องรับสัมภาระเกินขนาด
Passengers lounge : ห้องรับรองผู้โดยสาร
Plane : เครื่องบิน
Registered luggage : สัมภาระที่ลงทะเบียนแล้ว
Runway : ทางขึ้นลงเครื่องบิน
Carousel : สายพานหรือรางเลื่อนรับกระเป๋า
Free Airport Shuttler :รถรับส่งระหว่าง TERMINAL ภายในสนามบินฟรี
Round trip : เดินทางไปกลับ
Tourist : นักท่องเที่ยว
Travel agency : บริษัทนำเที่ยว
Trolley : รถเข็นสัมภาระ
To board : ขึ้นเครื่อง
Terminal : สถานี
To land : ลงจอด
To check in : เช็ค-อิน
Timetable : ตารางเวลา
Take-off : ออกตัว
Seat belt : เข็มขัดนิรภัย
Seat : ที่นั่ง
Visa : วีซ่า
Air Hostess : แอร์โฮสเตส
Air Steward : พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาย
Air Stewardess : พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิง
Copilot : นักบินร่วม
Crew : ลูกเรือ
Pilot : นักบิน
Flight : attendant พนักงานบนเครื่องบิน

ในเครื่องบินหนึ่งลำ ก็จะมีการจัดสันพื้นที่ภายใน แบ่งเป็น 3 ระดับ
1) First Class = ระดับที่แพงที่สุด
2) Business Class = ระดับที่นั่งสำหรับนักธุรกิจ
3) Economy Class = ระดับที่นั่งชั้นประหยัด

Aisle : ทางเดินระหว่างแถวที่นั่ง
Lavatory or Toilet : ห้องน้ำ

เวลาจะเข้าห้องน้ำจะมีไฟที่หน้าห้องน้ำเขียนว่า “Vacant = ว่าง” 
แต่ถ้าไฟที่หน้าห้องน้ำขึ้นคำว่า “Occupied = กำลังมีคนใช้ห้องน้ำอยู่” 
No smoking = ห้ามสูบบุหรี่